หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ คุ้มนางครวญ

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2557 16:13 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
       คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12 (ต่อ)
       
       ในเวลายามเย็นจวนค่ำ ส่างจ้อยกับลูกน้องก่อไฟอยู่บริเวณเชิงเขาใหญ่ ต้มแกงในกระบอกไม้ไผ่ หลวงเทพจัดที่นอนเสร็จ ลุกขึ้นมองหาดาราราย แต่ไม่เห็น
       
       ต่อมาหลวงเทพแหวกพุ่มไม้เดินหาแล้วชะงัก เมื่อเห็นดารารายนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นดารารายนั่งคุกเข่า ตรงหน้ามีหลุมเล็ก ดารารายทำหน้าสำนึกผิด ล้วงย่ามเอานกย่างครึ่งตัวมาวางลงในหลุม
       “เจ้านกน้อย ข้าขอโทษเจ้า”
       ดารารายเอาดอกไม้วางบนซากนกย่าง “ข้าไม่เคยคิดเลย ว่าเจ้ามีลูกมีผัวรออยู่”
       หลวงเทพอึ้ง ดารารายกลบซากนก น้ำตาหยด ยกมือพนม
       “ข้าขอให้คำมั่น ต่อแต่นี้ข้าจะไม่ยิงนกตกปลาอีกแล้ว”
       หลวงเทพซาบซึ้ง ดารารายปาดน้ำตา ลังเลแล้วพูด
       “เจ้าช่วยไปบอกแดนอินทร์ว่าอย่าเอาผิดข้า อย่าพรากคู่ข้า อย่าให้จากตาย อย่าให้จากเป็นเลย เจ้าประคู๊ณ”
       หลวงเทพขำ หัวเราะพรืด ดารารายหันขวับมา ไม่เห็นใคร คิดว่าหูฝาด
       หลวงเทพย่อตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เอามือปิดปากไว้
       
       ที่เชิงเขา ดารารายและหลวงเทพนั่งใกล้กองไฟ ส่างจ้อยกับลูกน้องนอนหลับอยู่อีกทางหนึ่ง
       “เจ้าจะไปทำอันใดที่เวียงแก้ว”
       “ข้าเป็นพ่อค้าก็ย่อมไปค้าขายซี”
       “เจ้าไม่เห็นเหมือนพ่อค้าซักนิด”
       “ไม่เหมือนพ่อค้าแล้วเหมือนอะไร”
       “เจ้าเหมือนพวกขุนหาญมากกว่า”
       หลวงเทพยืดอก ดารารายพูดแขวะต่อ “แต่ขุนหาญอันใด ว่ายน้ำไม่เป็น
       “หลวงเทพหดลง มองดารารายเซ็งๆ “ข้าแค่ว่ายน้ำไม่แข็ง ไม่ถึงกับไม่เป็นเลย”
       ดารารายแขวะต่อ แต่เปลี่ยนเรื่อง “เจ้าจะไปเวียงแก้ว รู้อันใดเกี่ยวกับเวียงแก้วบ้าง”
       “เวียงแก้วเพิ่งเจริญไมตรีกับสยาม ข้าไม่ค่อยรู้ดอก แต่ข้าเคยได้ยินมาว่า เจ้าหลวงแสงอินทร์มีราชธิดาโฉมงามอยู่ผู้หนึ่ง”
       ดารารายมอง หลวงเทพพูดยิ้มๆ ในใจกลับมีความกังวลบางอย่าง
       “ชื่อเจ้านางยอดหล้า”
       “ใช่แล้ว นางทรงโฉมงดงามกว่าหญิงทั้งแผ่นดิน ทั้งมีจิตใจดีงาม ชาญฉลาด ปรีชาสามารถยิ่งนัก”
       “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
       “บ้านข้าเป็นพราน นำของป่าไปถวายยังหอคำหลวงบ่อยๆ เคยเห็นนางตั้งหลายครั้ง”
       หลวงเทพสนใจ ดารารายมองดูท่าที
       “จริงหรือ”
       “นางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ดีดพิณเป่าปี่ สีซอได้หมดแต่ที่นางโปรดปรานที่สุดคือซึง เพลงซึงของนางไพเราะดังดนตรีทิพย์จากเมืองบน”
       หลวงเทพนั่งฟัง เสียงซึงดังแว่วมาไพเราะเสนาะยิ่ง
       
       ขณะเดียวกันบนศาลาริมน้ำ ฬนคุ้มน้อยมีการจุดผางประทีปไว้แพรวพราว ลำน้ำแม่ปิงสะท้อนแสงไฟจากหอคำ ลมเย็นพัดมาจนม่านบางรอบๆ ศาลาปลิวไหว เครื่องแขวนดอกไม้สดส่งกลิ่นกำจายไป เสียงซึงดังต่อเนื่องฟังคล้ายเสียงธารน้ำไหล
       ยอดหล้าอยู่บนอยู่บนแท่น มือดีดซึงอย่างใจจดใจจ่อ นางผัน นางเผื่อนอยู่แทบเท้ากำลังหาวยืดยาว ยอดหล้าขมวดคิ้วเสียงซึงชะงักลง ยอดหล้าดุยิ้มๆ
       “เจ้าสองคนนี่ราวเป็นฝาแฝด”
       “ไม่จริงเจ้า ข้าเจ้างามกว่าเจ้า”
       “นังวอก ข้าต่างหากงามกว่า”
       “เจ้าทั้งสองอ้าปากหาวพร้อมกันดังฝาแฝด เพลงของข้าน่าเบื่อหน่ายนักหรือ”
       “เปล่านะเจ้า เพลงซึงของเจ้านางไพเราะเสนาะหู”
       “มิมีผู้ใดเบื่อ ผู้ใดหน่ายดอกเจ้า”
       พูดไม่จบความนางเผื่อนก็หาว นางผันหาวตามราวเป็นโรคติดต่อ ยอดหล้าส่ายศีรษะ
       “เจ้าสองคนมิได้ความเลย เฮ้อ ข้าคิดถึงดารารายนัก ถ้าน้องข้าอยู่ดารารายคงติชมเพลงใหม่นี้ให้ข้าได้”
       นางผัน นางเผื่อนลอบทำหน้าเบ้ สบตากัน แล้วขยับใกล้
       “เจ้านางน้อยน้ำไหลนิ่งไหลลึก เจ้านางอย่าได้วางใจเลยเจ้า” นางผันว่า
       นางเผื่อนเสริม “เจ้านางน้อยเหมือนลงให้เจ้านาง แต่ที่แท้นางริษยา คิดชิงดีชิงเด่นกับเจ้านางตลอดมาเจ้า”
       ยอดหล้าโกรธวางซึงลงข้างตัว ลุกขึ้นยืน
       “หากเจ้าสองคนยังพูดจาใส่ไคล้น้องข้า...ข้าจักขับเจ้าไปตักน้ำหักฟืนเดี๋ยวนี้”
       นางผัน นางเผื่อนระล่ำระลักหมอบกราบจับเท้าและชายซิ่น ยอดหล้าเม้มปากใจอ่อนลงนางข้าไทจากเรือนเจ้านางหอมุกเข้ามา
       “อันใดหรือ”
       “เจ้าหลวงให้เจ้านางเข้าเฝ้าเจ้า”
       
       เจ้าหลวงแสงอินทรนั่งอยู่บนแท่น ตรงชานเรือนเจ้านางหอมุก ที่นั่งหน้าตาสดใสอยู่ข้างๆ นางข้าไทคนสนิทอยู่แทบเท้า ยอดหล้าอยู่ที่พื้นกราบลง นางข้าไทที่ไปตามนั่งอยู่หน้าประตู
       “มาแล้วหรือ มานี่ซิ”
       “มาลูกมานั่งกับแม่”
       ยอดหล้ายิ้มลุกขึ้นไปนั่งข้างเจ้านางหอมุก
       “มีอันใดหรือเจ้า”
       “สยามส่งคณะทูตมายังเวียงแก้ว ขณะนี้กำลังเดินทางมา เจ้ารู้หรือไม่” เจ้าหลวงถาม
       “ข้าเจ้ารู้แล้วเจ้า เจ้าพ่อ”
       “นอกจากเจริญไมตรี...คณะทูตนี้ยังมีจุดหมายอื่นด้วย”
       ยอดหล้าแปลกใจ หอมุกยิ้มแย้ม
       “เจ้า”
       “เจ้าพี่ เจ้าพี่จักอ้อมค้อมเขาหลวงไปถึงไหนเจ้า”
       เจ้าหลวงแสงอินทร์ชักหงุดหงิด “ข้าก็กำลังจะพูดอยู่เดี๋ยวนี้ คณะทูตนี้มีพระยาพิชิตชัยเป็นราชทูต...”
       เจ้านางหอมุกพูดแทรก “พระยาพิชิตชัยเคยเป็นแม่ทัพปราบม่านในแผ่นดินก่อน มาแผ่นดินนี้มีอำนาจราชศักดิ์นัก”
       เจ้าหลวงแสงอินทร์มีอาการเบื่อชายาเอกเห็นได้ชัด
       “แล้วอย่างไรหรือเจ้า”
       “พระยาผู้นี้มีบุตรชายผู้หนึ่งมาในคณะทูตด้วย ร่ำลือว่าอาจองเก่งกล้าสามารถและรูปงามยิ่ง”
       ยอดหล้ารู้แต่ไม่ตื่นเต้นนัก เพราะไม่ชอบผู้ชายห้าวหาญ “เป็นขุนหาญอีกหรือเจ้า”
       “ใช่ลูก เป็นขุนหาญ ชื่อว่าหลวงเทพภักดี”
       ยอดหล้านิ่งฟัง
       
       ฟากหลวงเทพภักดีนอนหงาย เอามือข้างหนึ่งรองหนุนศีรษะมองดูท้องฟ้าเบื้องบน ดวงดาวมากมายทอแสงระยิบระยับบนฟ้า หลวงเทพยิ้มละไม
       ดารารายเรียก “เจ้าภักดิ์ เจ้าภักดิ์” แต่หลวงเทพยังไม่ยอมตื่น เลยเรียกซะดัง “เจ้าภักดิ์”
       หลวงเทพลืมตาเหลือบดู เห็นดารารายอยู่ห่างไปนิดหนึ่งนอนตะแคงเอามือรองหัวไว้ราวพระนอน
       “อะไร! โธ่ อยู่กันแค่นี้เอง”
       “เจ้าเคลิบเคลิ้มอันใดอยู่ อ้อข้ารู้แล้ว ข้าเล่าเรื่องราชธิดายอดหล้าเข้าหน่อย...เจ้าก็ฝันหวานถึงนางแล้ว”
       “ใครบอกเจ้า ข้าดูดาวบนท้องฟ้าอยู่ต่างหาก”
       หลวงเทพขยับตะแคงทำท่าคล้ายกัน ดารารายเริ่มสะเทิ้นแต่ทำไม่แยแสกลบไว้
       “ดวงตาระริบระยับบนท้องฟ้า ขุนเขาอันตระหง่านเงื้อม น้ำในธารอันไหลระเรื่อย ล้วนงดงามพาให้ใจเคลิบเคลิ้มได้ทั้งนั้น”
       “แต่ก็มิงามเท่าเจ้าพ....เจ้านางยอดหล้า”
       หลวงเทพมองลึกไปในดวงตาสุกใสของดาราราย
       “เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ ว่าความงามนั้นอยู่ที่คนมองต่างหาก”
       “เคย”
       “ในสายตาของผู้ชาย นางอันเป็นที่รักย่อมงามเหนือนางงามอื่นใด”
       “ข้าไม่เชื่อหรอก”
       หลวงเทพทำตาซึ้งๆ ดารารายหน้าแดง
       “ข้าหมดความที่จะพูดแล้ว เจ้าจงชมดาวของเจ้าต่อไปเถิด”
       “ข้าจะดูดาวบนฟ้าไปทำไม ในเมื่อมีดาวบนดินอยู่เบื้องหน้าข้านี่”
       ดารารายทั้งขัดเขินทั้งแปลกใจที่หลวงเทพพูดถึงความหมายของชื่อดารารายโดยบังเอิญ
       “ดาวบนดินอันใด”
       “ดวงตาของเจ้าคือดาวที่สุกสว่าง งดงามกว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้า”
       หลวงเทพพูดเป็นประกายกล้า ดารารายตะลึงไป หลวงเทพขยับเข้ามาใกล้ ดารารายพลันพลิกตัวขยับหันหลังให้ พูดอู้อี้ พลางชัดผ้าคลุมหัว
       “ดึกดื่น ค่อนคืน ข้าง่วงแล้ว”
       หลวงเทพถอนใจน้อยๆ ขยับนอนหงายดูดาวต่อ ดารารายดึงผ้าคลุมหัวลงนิดหนึ่ง เห็นดวงตาวามวาวระยิบระยับ
       
       ขุนเขาใหญ่ในเวลาเช้า บรรยากาศแสนสดใส ใบหน้าหลวงเทพยังคงยิ้มพรายหลับใหลฝันหวาน มีเสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้น
       “เจ้าภักดิ์ เจ้าภักดิ์”
       หลวงเทพปรือตาขึ้น ใบหน้าดารารายชะโงกมา ตำแหน่งที่ยืนคือค้ำหัวหลวงเทพ
       หลวงเทพยิ้มหวานให้
       “หลับก็ฝันถึง ตื่นก็เห็นหน้า”
       ดารารายพูดจริงจังหนักแน่น “เจ้าภักดิ์ ฟังข้า เจ้าอยู่นิ่งๆ นะ อย่ากระดุกกระดิก”
       หลวงเทพเริ่มใจคอไม่ดี “อะไร”
       “ดูบนอกเจ้าเองเถิด”
       หลวงเทพเหลือบตาลงเห็นบนอกเสื้อมีงูตัวเขื่องนอนขดอยู่อย่างสำราญใจ หลวงเทพตาเบิกกว้าง
       ดารารายยืนจดจ้องอยู่ข้างๆ ส่างจ้อยกับ 2 สมุนก็ยืนเตรียมพร้อม หลวงเทพตาเหลือก
       “เอามันไป เอามันไป”
       ดารารายมีอาการคล้ายถ่วงเวลา ส่างจ้อยถาม
       “ครูผีมีอาคม ปราบได้แม้ผีขาเดียว ใยจึงกลัวงู”
       “ทุกผู้คนล้วนมีจุดอ่อน อาคมของท่านครู มีอสรพิษเป็นเบี้ยแก้”
       หลวงเทพรู้แล้วว่าดารารายถือโอกาสกลั่นแกล้ง
       “นี่มิใช่เวลามาแสดงภูมิรู้ เอามันไป เร้ว”
       “แหม ท่านครู มันเป็นงูพิษ ขืนลนลานรีบร้อน มันอาจฝากรัก ฝากเขี้ยวให้ท่านได้”
       หลวงเทพร้องเสียงแหลม “เอามันออกไป๊”
       คล้ายเสียงนั้นทำให้เกิดสั่นสะเทือน งูพิษพลันขยับตัวแล้วมีอาการเห็นคนจึงชูคอขึ้นสูงแผ่แม่เบี้ย หลวงเทพตาโตขึ้นกว่าเดิม
       ดารารายเลิกแกล้งมีอาการจริงจัง ขยับไปใกล้ งูพิษส่ายหัวหันตาม ดารารายสำรวมจิต อ่านมนต์ครูบาสรี มือซ้ายยื่นไปหลอกล่อให้งูหันตาม
       หลวงเทพแม้กลัว แต่ก็เป็นห่วง 3 ชาวป่าลุ้น ดารารายพลันยื่นมือขวาไปราวสายฟ้าจับคองูในตำแหน่งเจ็ดนิ้ว แล้วยืดกายขึ้น งูนั้นบิดตัวดิ้นรน หลวงเทพลุกพรวด ถอยไปห่าง 5 วา
       “ฆ่ามัน ฆ่ามันเลย”
       ดารารายยิ้มยั่วเดินมาใกล้ พางูมาด้วยหลวงเทพเดินถอยหลังกรูดๆ
       “ฆ่ามันได้อย่างไร เผื่อมันมีลูกมีผัวรออยู่ที่โพรง”
       “งูอะไรมีลูกมีผัว”
       “จะว่าได้หรือ ข้าไม่อยากก่อเวรก่อกรรม”
       หลวงเทพขึงตาใส่ ดารารายยิ้มกริ่มเดินไปยังซอกหินปล่อยงูไป ส่างจ้อยกับ 2 สมุนทำท่าเสียดาย
       “ปล่อยทำไม ตัวมันเขื่องนัก น่ากินแท้”
       “นอกจากเนื้อคน เจ้ายังกินเนื้องูด้วยหรือ”
       ส่างจ้อยฉุน โต้ลั่น
       “พวกข้ามิเคยกินเนื้อคน นั่นมันคำเล่าลือ ที่พวกศัตรูใส่ร้ายพวกเรา พวกเราเลยรับสมอ้าง แกล้งทำเป็นเผ่ากินคน”
       ดารารายพยักหน้า หลวงเทพมองอย่างผูกพัน ดารารายเมินหนีแอบซ่อนรอยยิ้ม
       
       ส่างจ้อยกับพวกเดินนำ ดารารายหลวงเทพเดินตาม
       “ผีขาเดียว เป็นตัวประหลาดกินเลือด ออกล่าเหยื่อเพียงลำพัง”
       “แต่คืนนั้นมีรอยเท้าพวกมันถึง 3 ตัวนะ”
       “ข้าถึงว่าแปลกนัก พวกมันใยจึงมาอยู่รวมกัน”
       “แค่ตัวเดียว ยังจัดการมันได้ยาก ถ้ามีเป็นสิบจักทำเช่นใดดี”
       “ท่านครูผีเก่งเก่งกล้าสามารถ ทั้งยังมีเขี้ยวเสือไฟ ผีขาเดียวไม่คระนามือท่านครูผีหรอก”
       หลวงเทพเซ็ง
       
       ที่เชิงเขามีน้ำตกลงมาเป็นสายเล็กๆ ตกลงมาในแอ่งน้ำ บนโขดหินมีกล้วยไม้ออกดอกอยู่
       ส่างจ้อยและลูกน้องเอากระบอกไม้ไผ่รองน้ำตก ดารารายนั่งบนโขดหินเอาเท้าแช่น้ำ หลวงเทพอยู่ต้นน้ำวักน้ำล้างหน้าลูบตัว ดารารายรู้สึกสบายใจจนฮัมเพลงออกมา หลวงเทพมองแล้วกลับร้องเพลงต่อ
       “เดินทางกับมิ่งมิตรกลางไพรกว้าง”
       ดารารายอ้าปากค้าง เพราะหลวงเทพไม่เพียงจำทำนองเพลงได้ แต่กลับแต่งเนื้อเพลงใหม่
       “อันตรายรอบข้างมิหวั่นไหว” หลวงเทพยิ้มนิดๆ ดารารายนิ่งฟัง
       ส่างจ้อยกับสมุนก็หันมาฟัง
       “ถึงหลงทิศมีดวงดาวนำทางไป” หลวงเทพมองหน้าดาราราย “เป็นแสงส่องกลางใจไม่มืดมน”
       ดารารายหน้าแดงแล้วแกล้งทำหน้าเบ้
       “เพลงเขาดีๆ เจ้ามาเปลี่ยนเนื้อเพลงเสียหมด”
       “ถามจริงๆ เจ้าชื่ออะไรกันแน่”
       “ข้าชื่อเจ้าราย”
       “เจ้าไม่บอก งั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าเอง”
       “เรื่องอะไร”
       “ข้าจะเรียกเจ้าว่าแสงดาวก็แล้วกัน”
       ดารารายเม้มปาก ในใจกลับชอบชื่อใหม่นี้แต่ปากแข็ง
       “ไม่เอาข้าไม่ชอบ”
       “เพราะจะตาย ทำไมไม่ชอบ”
       ส่างจ้อยกระโดดมาใกล้ ดารารายกับหลวงเทพสะดุ้ง
       “อะไร”
       “มีคนมา”
       หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อยและชาวป่าทั้งสองคน เข้าแอบในโพรงถ้ำหนึ่ง หักเอาพุ่มไม้ใบหนามาปิดปากถ้ำ มองออกไป
       เห็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ 8-9 คนใส่เสื้อกางเกงสีเข้มมีอาวุธครบมือ เข้ามาที่น้ำตกพลางตักน้ำ ดื่มน้ำกัน พลางพูดจาได้ยินแว่วๆ ไม่ชัดนัก
       สองคนเขม้นมอง
       “พวกใดกัน”
       “แปลกจริง ทำไมข้าถึงคุ้นหน้าพวกมัน”
       ดาราราย กับหลวงเทพมองไปแล้วอ้าปากค้าง เห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งตัวใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นหันหน้ามา เห็นหน้ามีรอยแผลบากถือขวานใหญ่เป็นอาวุธ
       “นั่นไอ้โจร ที่จะจับเจ้าเป็นเมียนี่”
       
       หลวงเทพภักดีได้ฟัง กลืนน้ำลายดังเอื้อก

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12
       พวกโจรป่าตั้งที่พักบริเวณเชิงเขาห่างมาจากน้ำตกพอสมควร ตั้งวงดื่มกินพูดจากันเสียงดัง มีการย่างหมูป่าตัวใหญ่บนกองไฟ หัวหน้าโจรนั่งเด่นดูลูกน้องนุ่งผ้าผืนเล็กเล่นมวยปล้ำกันกลางลาน หัวหน้าโจรกินเหล้าไปนัยน์ตาวามวาว
       
       “ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ดี ดี ดี”
       ที่พุ่มไม้ห่างออกมา หลวงเทพภักดีในคราบเจ้าภักดิ์ และ ดาราราย ในคราบ ราย ส่างจ้อย และ 2 สมุน แอบดูอยู่ พูดกระซิบกระซาบกัน
       “ข้าฟังพวกมันพูดจากัน ได้ยินว่า พอเราหนีไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีพวกขุนหาญบุกมา ช่วยกองเกวียนไว้ได้” ดารารายเปิดประเด็น
       “ก็พวกทหารที่มากับกองเกวียนข้ายังไง” หลวงเทพว่า
       ดารารายพอจะรู้แล้วว่าหลวงเทพย่อมไม่ใช่พ่อค้าแน่ แต่ก็ไม่พูดอะไร
       “แปลว่า พี่ทิพย์ พี่ทิม ปลอดภัย”
       “พี่สาวเจ้าอย่างนั้นหรือ”
       “ใช่”
       “สวยไหม”
       ดารารายค้อนโดยไม่รู้ตัว หลวงเทพมองด้วยแววตากรุ้มกริ่ม
       “พี่สาวข้า งามกว่าข้าหลายเท่านัก”
       “ข้าไม่เชื่อดอก เพราะในสายตาข้า เจ้างามกว่าหญิงใดทั้งแผ่นดิน”
       ดารารายอึ้ง เพราะนั่นเท่ากับการบอกรัก
       ส่างจ้อยทำตาปริบๆ เพราะทนฟังมานานแล้ว พลันยื่นมือมาสะกิด
       “ครูผีกับน้องสาวจะพร่ำพรอดกันอีกนานไหม”
       ดารารายหน้าแดงฉาน หลวงเทพอึ้งบ้าง
       “ข้าอยากรู้ว่าเราจะทำอันใดต่อไป...รอให้มันหลับแล้วเข้าไปฆ่าพวกมันดีหรือไม่”
       ส่างจ้อยชูคันธนูเล็กๆ ที่เรียกว่าหน้าทึ้นของต้น
       “อย่าเพิ่งเลย...ดูมันไปก่อน” หลวงเทพบอก
       
       ระหว่างนี้สมุนโจรโดนเพื่อนกดล็อกกับพื้น ตัวเปียกเหงื่อเป็นมันเลื่อม หัวหน้าโจรยิ้มพริ้มพราย
       
       “ดี ดี ผู้ใดแพ้คืนนี้อยู่กับข้า”
       เหมือนคำประกายศิต สมุนโจรที่ถูกกดตาเหลือกฮึดดิ้นหลุด ตวัดเท้าล็อกโจรคู่ปล้ำล้มลงบ้าง แล้วขึ้นกดทับ
       หลวงเทพกับดารารายทำหน้าขยะแขยง ส่างจ้อยไม่รู้เรื่อง หัวหน้าโจรยิ้มอีก
       “ดี ดี ผู้ใดชนะ คืนนี้จะได้ร่วมหอกับข้าเช่นกัน”
       สองสมุนที่กำลังปล้ำทำหน้าจะร้องไห้ สมุนโจรอื่นๆ เฮฮา กร่อยๆ
       ดารารายและหลวงเทพทำหน้าอี๋ ส่างจ้อยสะกิดตาเบิกกว้าง
       “ไอ้ยักษ์นั่น เอาลูกน้องเป็นเมียหรือ อี๊”
       
       ตกตอนกลางคืน จันทร์เสี้ยวบางลอยขึ้นสูงบนท้องฟ้า ขุนเขาดูมืดทะมึน พวกโจรมึนเมาหลับกันระเกะระกะ กองไฟเริ่มมอดลง รอบด้านดูมืดมิด ที่ในพุ่มไม้ หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อย และสมุนยังตื่นอยู่ พูดกันเบาๆ
       “พวกมันหลับหมดแล้ว เราจะเอายังไงดี” ส่างจ้อยถาม
       “ใจนึงข้าอยากล้างแค้นให้ท่านลุง แต่อีกใจไม่อยากก่อเวรอีกแล้ว”
       “งั้นพวกเราก็ถอยก่อน”
       หลวงเทพ ดารารายขยับตัวเตรียมออกจากพุ่มไม้ แต่ส่างจ้อยโบกมือห้าม
       “เดี๋ยว!”
       หลวงเทพ ดารารายชะงัก ส่างจ้อยพลันนอนลงเอาหูแนบพื้นดิน
       “ยังไง”
       ส่างจ้อยยังคงเอาหูแนบพื้น
       “มีเสียงฝีเท้า แต่มิใช่เสียงเดิน แต่เป็นเสียงกระโดด”
       หลวงเทพและดารารายชะงัก
       
       ที่ค่ายพักพวกโจรแสงจากกองไฟสว่างรุบหรู่ ไกลไปในความมืดมิด มีจุดแสงแดงปรากฏขึ้นคู่หนึ่ง
       ดาราราย หลวงเทพ ส่างจ้อย และลูกน้องเอาผ้าเปียกมาพันรอบจมูกปากเตรียมพร้อม
       “มันมาแล้ว” ดารารายบอก
       มีจุดแสงแดงปรากฏขึ้นอีก 2 คู่ ดาราราย หลวงเทพเตรียมพร้อม ส่างจ้อยมีอาการหวาดๆ แต่ 2 ลูกน้องตัวสั่น จากจุดแสง 3 คู่ จู่ๆ มีจุดแสงอีกราว 7-8 คู่ปรากฏขึ้น
       ดารารายและหลวงเทพตกตะลึงพรึงเพริด จุดแสงนั้นเลือนวูบ แล้วเคลื่อนใกล้เข้ามา
       มันเป็นฝูงผีขาเดียวนับสิบ แล้วกระโดดอีก วูบมาใกล้ พวกมันพ่นควันสีเขียวฟุ้งออกมา
       
       ในซอกหินหนึ่ง หัวหน้าโจรนอนกลาง ขนาบข้างด้วยสองสมุนที่เล่นมวยปล้ำ หัวหน้าโจรผิดสังเกตผวาลุก 2 คู่ขางัวเงียลุกตาม
       “ผิดท่าแล้ว”
       สมุน 1เหวอ “ท่า จักเล่นท่าอันใดอีก”
       สมุน 2 อุทาน “ตัวเอง”
       ควันสีเขียวกำจายฟุ้งบดบังตรงหน้า มีจุดแสงสีแดงในควัน แล้วพรวดมาเป็นผีขาเดียวตัวหัวหน้า
       หัวหน้าโจรและสมุนผงะหงายลง กลายเป็นอัมพาตขยับกายไม่ได้ ผีขาเดียวพ่นควันสีเขียวออกมาอีก
       
       หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อย และ 2 ลูกน้อง เอาผ้าชุบน้ำปิดหน้าแนบแน่นมองมา มีพุ่มไม้บังอยู่เห็นไม่ชัด
       ผีขาเดียวกระโดดผ่านวูบๆ ไป 8-9 ตัว สองลูกน้องกลัวตัวสั่น ส่างจ้อยเองก็กลัว
       ผีขาเดียวตัวหัวหน้ากระโดดมาหยุดหน้าพุ่มไม้ สองลูกน้องกลัวสุดขีด ส่างจ้อยลืมตัวตบหัวลูกน้องผัวะให้เงียบ ผีขาเดียวตัวหัวหน้าชะงัก หันมา พบว่าในวงแขนมันอุ้มหัวหน้าโจรระทดระทวยอยู่ราวไม่มีน้ำหนัก ผีขาเดียวมองมาในพุ่มไม้ด้วยอาการสงสัย มันโยกกายท่อนบนไปมา ดารารายขยับหน้าไม้ หลวงเทพจับเขี้ยวเสือไฟเตรียมพร้อมรับการจู่โจม
       ทันใดนั้นมีเสียงสังข์ดังมาในอากาศ ฟังดูแปลกประหลาด ผีขาเดียวลนลานหันกลับกระโดดวูบพาหัวหน้าโจรไป พริบตาเดียวก็ไม่เหลือร่อยรอย
       บรรยากาศโดยรอบยังมีควันสีเขียวลอยอ้อยอิ่งอยู่ หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อยและ 2 ลูกน้องพรวดออกมา มองตามไปแล้วมองดูค่ายพักพวกโจร พบว่าค่ายว่างเปล่าไม่มีพวกโจรอยู่
       “มันไม่ได้ดูดเลือด มันจับพวกโจรไปหมด” ดารารายฉงน
       “ตามไป...เราเจอรังมัน”
       หลวงเทพพยักหน้ากับดาราราย ส่างจ้อยแล้วออกเดิน 2 ลูกน้องทำท่าจะร้องไห้ ส่างจ้อยหันมาตวาดจึงยอมเดินตาม
       
       บริเวณนี้เป็นผาหิน ทุกคนเดินมาถึงแล้วแหงนดู เห็นผาหินสูงตระหง่าน สูงขึ้นไปราว 20 วา ปากโพรงถ้ำขนาดใหญ่ มีแสงไฟสว่างออกมานอกโพรงถ้ำ ดูคล้ายมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมา หลวงเทพอึ้งไปมองหน้าดาราราย และส่างจ้อย
       “รังผีขาเดียว”
       “แล้วเราจะขึ้นไปได้อย่างไร”
       “พวกข้าเก่งปีนป่าย...จะขึ้นไปก่อนแล้วหย่อนเชือกมารับเจ้า” ส่างจ้อยบอก
       
       ในแนวผาสูงเรียบชัน ส่างจ้อยกับพวกอยู่ที่ปากโพงถ้ำแล้ว ช่วยกันยึดเชือกที่พันกับแง่หินหนึ่ง และทิ้งลงไป หลวงเทพกำลังใช้เชือกประคองคนไต่ขึ้นมา ดารารายไต่ตาม
       ส่างจ้อยยื่นมือดึงหลวงเทพขึ้นไปหน้าปากโพรง หลวงเทพหันมายื่นมือออก ดวงตาเปี่ยมรักและชื่นชม ดารารายหน้าแดงกัดริมฝีปากตัวเอง หลบตา แล้ววางมือในมือเขา หลวงเทพดึงขึ้น
       ทั้ง 5 มองดูโพรงถ้ำที่ดูเริงโรจน์โชตนาจากข้างในอย่างใจสู้
       
       ภายในถ้ำนั้นมีคบไฟตามอยู่เป็นระยะ ทางเดินนั้นกว้างใหญ่เรียบลื่นเหมือนมีผู้ใช้งานเป็นประจำ ส่างจ้อยเดินนำ หลวงเทพ ดารารายเดินตาม สองลูกน้องเดินปิดท้าย ทุกคนถืออาวุธเตรียมพร้อม
       
       ที่แนวโขดหินใหญ่กั้นเป็นขอบอยู่ มีแสงสว่างเจิดจ้าส่องมาจากด้านหลังแนวโขดหินนั้นพร้อมกับเสียงสาธยายมนตราภาษาประหลาดดังมา ทั้ง 5 เข้าแนบตัวกับโขดหินใหญ่ แล้วค่อยๆ โผล่หน้าไปดูอย่างระมัดระวัง
       จากด้านโพรงถ้ำ ทุกคนโผล่หัวมา แล้วตกตะลึงจากแนวโขดหินมีกระถางไฟโลหะมหึมามีเปลวไฟลุก ตั้งอยู่แนวทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ต่ำลงไปนั้น เป็นโพรงถ้ำกว้างใหญ่มีสัณฐานกลมที่กลางถ้ำมีบ่อเพลิง ลุกโรจน์เป็นเปลวไฟ รอบบ่อเพลิงเป็นยกพื้นหิน มีร่างโจรทั้ง 10 คน นอนหงายแน่นิ่ง หันเท้าเข้าหาบ่อเพลิง หันหัวออกมาภายนอก เว้นระยะเท่าๆ กันดูราวเส้นรัศมีของบ่อเพลิง ที่ด้านศีรษะของพวกโจร ผีขาเดียวทั้ง 10 ยืนคุมอยู่
       ห่างออกมามีแท่นหินกลม มีร่างของชายหนุ่มดูสูงสง่า สวมผ้าหยักรั้งสีขาวแซมดิ้นเงินทองระยิบระยับ ห่มผ้าสีเดียวกันเป็นผ้าคลุมแผ่กว้างไปเบื้องหลัง ดวงหน้านั้นทาด้วยผงทองมลังเมลืองเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอาถรรพ์ ที่แท้เขาคือ เถรกระอ่ำ นั่นเอง
       ปากเถรกระอ่ำสาธยายมนตรา ฟังรัวเร็วดังกังวานสะท้อนสะท้านไปในถ้ำมหึมา
       หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อย แปลกใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เห็น
       “มีผู้อยู่เบื้องหลัง ผีขาเดียวจริงๆ” หลวงเทพว่า
       “มันแต่งกายเหมือนนักบวช แต่ดูประหลาดพิกลนัก” ดารารายฉงน
       “มันกำลังทำอันใด” ส่างจ้อยงง
       “เหมือนเป็นพิธีกรรมบางอย่าง”
       “ไม่เหมือนพิธีกรรมธรรมดา...แต่เหมือนกับ...”
       ดารารายอึ้งไป มองหน้าหลวงเทพ ทั้งคู่พูดออกมาพร้อมกัน
       “บูชายัญ!”
       หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อยมองดูอย่างหวาดหวั่น
       
       เถรกระอ่ำหยุดสาธยายมนต์ ลืมตาขึ้นเห็นดวงตาเจิดจ้าด้วยพลังจิต แล้วยืนขึ้น กาง 2 แขนออกทันใดไฟในบ่อเพลิงกลางถ้ำพลันลุกเป็นเปลวสูง หลวงเทพ ดาราราย และ 3 ชาวป่าผงะ
       “ลงมือ” เถรกระอ่ำตะโกน
       ผีขาเดียวทั้ง 10 พลันตวัดมือกรงเล็บวูบ พวกโจรทั้ง 10 ผวา คอถูกกรีดเป็นแผลเปิดอ้ากว้าง พร้อมกัน
       ดารารายหน้าเสียเบือนหน้าหนี หลวงเทพโอบไหล่ไว้ ส่างจ้อยดูเบื้องล่างตาเหลือก
       ผีขาเดียวทั้ง 10 พลันขยับตัววูบ มาอยู่เบื้องหน้าเถรกระอ่ำ เลือดจากคอของโจรทั้ง 10 ไหลไปตามร่องหินแล้วล้นตกลงมาแผ่ไปบนพื้นถ้ำราวลำธาร
       เถรกระอ่ำสังวัธยายมนตราอีก ทันใดไฟในบ่อเพลิงพลันเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองอมเขียวดูประหลาดพิกล แสงสีเขียวอาบไปทั่วถ้ำ ดาราราย หลวงเทพ ส่างจ้อยมองหน้ากัน
       “มันกำลังทำอะไรแน่”
       “ไม่ว่าอันใด ย่อมไม่ใช่เรื่องดี” ดารารายมั่นใจ
       “ดูนั่น”
       ส่างจ้อยตาเหลือกชี้นิ้วสั่นระริก ไปที่พื้นของถ้ำเกิดรอยแยก ดินนูนขึ้นเหมือนมีอะไรภายใต้จะผุดขึ้น หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อยตาเบิกโพลง
       เถรกระอ่ำยิ้มนิดๆ สมใจ บรรดาผีขาเดียวตรงหน้าก็มองดูคำรามเหมือนคุยกัน มือกรงเล็บดันขึ้นมาจากใต้ดิน หัวของผีขาเดียวผุดขึ้น
       “มันทำพิธีปลุกผีขาเดียว” หลวงเทพว่า
       นักบวชหัวเราะเบาๆ กราย 2 มือออกราวต้อนรับ
       ทันใดพื้นดินก็เกิดรอยปะทุ ตามมาอีกจุดแล้ว จุดเล่า จากนับได้ กลายเป็นสิบ
       หลวงเทพ ดาราราย ส่างจ้อยผงะ
       ผีขาเดียวตัวที่ 2-3 โผล่ขึ้น จุดที่พื้นเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อย
       “มิใช่สิบอย่างที่เจ้ากลัว แต่เป็นหลักร้อย” ดารารายตะลึง
       “มันกำลังสร้างกองทัพผีขาเดียว”
       “เราจะแก้ไขอย่างไร” ส่างจ้อยหวาดผวา
       หลวงเทพมองดูรอบๆ แล้วตาสว่างวาบ
       
       “ข้ารู้แล้ว”
       
       อ่านต่อหน้า 4 

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 22 จบบริบูรณ์
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 21 (จบตอน)
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 20 **แก้ไข
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 19**แก้ไข
คุ้มนางครวญ ตอนที่ 18
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 10 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 10 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รอนานม๊ากกกกกกก ใจจะขาดแล้วเอย-------
obo
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ช้ามากเลย อยากอ่านตอนต่อไปเร็ว ๆ แล้วอ่ะ กำลังสนุกเลยจร้า...
MY
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 4 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากอ่านแย้วอ่ะ
รอ รอ รอ และก็รอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สู้ๆค่ะ
รัก ละครออนไลน์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รออยู่น่ะค่ะ คอนที่12 หน้าที่2 ยังไม่มาเลยยย
fontipZ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
kyuseo21@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014